TDM คือ อะไร?

Travel Demand Management

บทสัมภาษณ์ อ.ดร. ปรีดา พิชยาพันธ์

TDM คืออะไร?

ตัว TDM จริงๆแล้วมันเป็นศัพท์เฉพาะ มันย่อมาจาก Travel Demand Management เป็นการจัดการรูปแบบหนึ่ง คือ เป็นการหาวิธีลดปริมาณความต้องการการเดินทางลง การแก้ไขปัญหาการจราจร จริงๆแล้วมี 2 แนวทาง หนึ่ง คือ เราจัดการกับอุปสงค์ สอง คือ จัดการกับอุปทาน อุปสงค์ ก็คือ ถ้าเรามีสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับ โครงสร้างพื้นฐานรองรับ เราจะจัดการมันยังไง อันนี้คือแนวทางหนึ่ง อุปทานก็ คือ การจัดการคนที่จะมาใช้อุปสงค์ คือ เราจะจัดการ Manage คนยังไง คือ TDM ก็จะเป็นการจัดการด้านอุปสงค์

ในส่วนของอุปทานถ้าจะยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ  มีการใช้รถมาก รถติด จะสร้างทาง หรือขยายถนนยังไง ถ้าปริมาณคนใช้งานเท่านี้ เราจะทำอะไรมารองรับเขาดี อันนี้ก็เป็นการจัดการด้านอุปทาน ซึ่งจริงๆแล้วการจัดระบบขนส่งสาธารณะ ก็จะเป็นวิธีหนึ่งในการที่จะจัดการอุปทาน คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานขึ้นมา เพื่อตอบโจทย์ว่า ถ้ามีคนต้องการเดินทางเยอะๆ เราจะเอาอะไรไปรองรับเขาดี การสร้างถนนก็เป็นอันหนึ่ง การมีขนส่งสาธารณะก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ทั้งสองสิ่งก็จัดอยู่ในเรื่องของจัดการอุปทาน

ส่วนอุปสงค์ก็คือว่า ถ้าเรารู้ว่ารถติด คนเดินทางเยอะ เราจะทำอย่างไรเพื่อลดการเดินทางลง หรือถ้าไม่ได้ลดการเดินทางลง เราจะจัดการยังไงให้โครงสร้างพื้นฐานที่เรามี สามารถใช้ยังใช้งานได้ เช่น สมมติว่าเราบอกว่าวิธีหนึ่งคือลดการเดินทาง นี่ก็เป็นวิธีที่ชัดเจน คือถ้าวันหนึ่งคือคนเดินทางเชียงใหม่สองล้านเที่ยว เราจะ ทำอย่างไรให้คนเดินทางน้อยลง เช่น สร้างโรงเรียนใกล้บ้าน ทำให้คนไม่ต้องเดินทางเข้ามาส่งลูกในเมือง หรือ จัดห้างสรรพสินค้ากระจายออกไป แหล่งท่องเที่ยวกระจายออกไปหรืออะไรต่างๆ คือให้การเดินทางมันน้อยลง หรือถ้าเราบอกว่าเราไม่จัดการเดินทางให้น้อยลง แต่เราบริหารจัดการให้การเดินทางที่มันกระจุกตัวในช่วงเวลาบางช่วง เพราะปกติ ช่วงเวลารถเยอะ มันไม่ได้เยอะทั้งวัน เวลารถติดมันจะติดเฉพาะช่วงเช้า เจ็ดโมงถึงเก้าโมงประมาณนี้ เก้าโมงหรือสิบโมงเป็นต้นไปมันก็จะไม่ติด เราก็อาจจะแก้ปัญหาโดยเกลี่ยมันให้ช่วงเวลารถเยอะไปอยู่ในช่วงอื่น ซึ่งก็ทำได้หลายวิธี เช่น เปลี่ยนเวลาเปิดสถานที่หลักแบบเหลื่อมเวลา เคยได้ยินว่าในกรุงเทพฯเขาเสนอว่าธนาคารอาจเปิดสายหน่อย เพื่อให้คนจะไปธนาคาร ออกสักสิบโมง แทนที่จะมาร่วมรถติดตอนแปดโมงก็ได้ ความต้องการการเดินทางมันก็จะเกลี่ยกันไป  คือปริมาณการเดินทางเท่าเดิมแต่มันก็จะเกลี่ยออกไป มันก็จะช่วยได้ อันนี้ถือว่าเป็นการ Management ตัวอุปสงค์ ซึ่งถ้าเราย้อนกลับมาว่าแล้วการจัดการอุปสงค์เพื่อเกื้อหนุนระบบขนส่งสาธารณะ อันนี้ก็จะมีเทคนิคหรือมีแนวทางอีกเยอะเลย

เทคนิคในการจัดการกับอุปสงค์ก็คือ TDM นั่นเอง แล้ว TDM มีอะไรบ้าง?

โดยปกติทางวิชาการ เราก็มีการจัดการอุปสงค์ 2 แบบ ก็คือแบบบังคับกั บแบบจูงใจ  แบบบังคับก็มีหลายวิธี เช่น เอาแบบสตรองสุดๆเลยก็คือ ห้ามเข้า ซึ่งเราจะเคยได้ยินในต่างประเทศ เช่น จีน ที่บอกว่ารถเยอะมากไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยออกกฏให้ ห้ามเข้าวันเว้นวันตามเลขทะเบียนรถ วันคู่เลขคู่ห้ามเข้า วันคี่เลขคี่ห้ามเข้า  ตามหลักการ ในแต่ละวัน รถมันก็น่าจะหายไปประมาณครึ่งหนึ่งใช่ไหม แต่เอาเข้าจริง ปรากฏว่ามันก็ไม่ได้ลดลงเท่าไหร่ กลายเป็นว่าคนไปซื้อรถเพิ่ม ให้ได้ทะเบียนทั้งคู่ทั้งคี่  คือบางทีตามหลักการเราคิดว่าอย่างนี้ได้ แต่กลายเป็นว่า คนก็หาทางเลี่ยงได้เช่นกันอยู่แล้ว อันนี้คือเคนที่สุดขั้วมากๆ บังคับ ห้ามเลย

ทีนี้ถ้าเบาลงมาหน่อย ที่เกื้อหนุนกับขนส่งสาธารณะ เช่น การกำหนดพื้นที่ห้ามจอด  ถ้าเราห้ามมากขึ้น มันก็จะไม่มีรถจอดตรงนั้น แต่มันก็จะมีผลกระทบด้านอื่น เช่น พอที่จอดรถน้อยลงเราก็ต้องบริหารจัดการที่จอดรถให้ดี ไม่งั้นการค้าการขายก็จะกระทบ คนก็จะต่อต้าน ก็ต้องมีการบริหารจัดการ ซึ่งจริงๆแล้วพวกถนนสาธารณะมันก็ไม่ควร เพราะเป็นพื้นที่ส่วนรวม เราไม่ควรจะเอาพื้นที่ส่วนรวมนี้มาเป็นที่จอดรถอยู่แล้วโดยปกติ แต่ถ้ามันไม่ทำให้รถติดก็โอเค เราก็ผ่อนผันได้  เรื่องห้ามจอดในกรุงเทพฯ ก็มีใช้เยอะแล้ว โดยเฉพาะถนนสายหลัก ห้ามเลย แต่ถนนสายรองหรือซอยก็โอเค ก็ให้จอด แต่ถ้าเราจะดูกรุงเทพฯ ดูผลกระทบมันก็จะเห็นว่าถนนสายหลัก อาคารพาณิชย์อะไรที่อยู่บนถนนสายหลักก็จะมีปัญหารถจอดไม่ได้ อันนี้กระทบประชาชน มันก็จะลำบาก หรือเราอาจจะบอกว่าเราไม่ห้าม แต่ใช้มาตรการทางการเงิน เช่น เราคิดค่าจอดแพง เราไม่ห้ามนะ มีเครื่องหยอดเก็บ มีเจ้าหน้าที่เก็บ อะไรก็ตามแต่ว่าเราชาร์จให้แพงขึ้น ทำให้คนใช้รถส่วนตัวแล้วรู้สึกว่ามันแพง มันไม่สะดวก ที่จอดรถมันน้อย หาลำบาก เปลี่ยนมาใช้ขนส่งสาธารณะดีกว่ามาปุ๊บก็ถึงเลย เดินนิดเดียวก็ถึง มีแอร์เย็นๆ สามารถนั่งอ่านหนังสือมา เล่นมือถือมาระหว่างทางได้ อันนี้ก็เป็นมาตรการบังคับที่เราใช้ จริงๆต่างประเทศใช้วิธีแบบนี้เยอะ ในเรื่องมาตรการการเงิน ถ้ารุนแรงสุดเราเห็นชัดๆ ก็คือที่อังกฤษกับที่สิงคโปร์ เขาใช้เยอะ ถ้าไปสิงคโปร์จะเห็นว่า  เขาเป็นเกาะเล็ก แล้วก็จะมีเขตพื้นที่เมืองของเขา ซึ่งรถติดเยอะ โจทย์คือไม่อยากจะให้คนเข้า จะทำอย่างไร เขาก็เลยขีดเส้นเมือง  ถ้าคุณเข้ามา ผมชาร์จเงินคุณ ชาร์จทุกคันเลย แล้วมีการพัฒนาคือเดิมเข้าเมืองก็ชาร์จอัตราเท่ากัน  แต่ปัจจุบันมีการชาร์จแพงขึ้นสำหรับช่วงเร่งด่วนด้วย เพื่อจัดการให้คนที่ไม่จำเป็นจริงๆ เลี่ยงช่วงเวลานี้เสีย หรือถ้าจำเป็นต้องเข้า ก็พยามเลี่ยงช่วงเวลาเร่งด่วน จะได้ประหยัด แล้วเงินตรงนี้ก็เอาไป ส่งเสริมการขนส่งสารธารณะ เพราะว่าขนส่งสารธารณะส่วนใหญ่แล้วมีน้อยมากที่มีกำไร ส่วนใหญ่ก็จะลำบาก เพราะฉะนั้นต้องเอาเงินส่วนอื่นมาช่วย อันนี้ก็เป็นแบบบังคับ

แบบจูงใจก็คือพวกที่เราเคยเห็นบ่อย ๆ เป็นการรณรงค์ช่วยกันลดการใช้ หรือ บางทีในบางประเทศเขาบอกว่า ผมไม่บังคับคุณ แต่ผมมีแรงจูงใจ เช่น ถ้าคุณไม่เอารถยนตร์มาทำงานผมให้ค่าเดินทางคุณ เช่นประเทศญี่ปุ่นจะมีการให้ เช่น ถ้ามาทำงานขับรถมาก็ได้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่เอารถมาให้เงินเดือนค่าเดินทางเพิ่ม อันนี้เป็นลักษณะจูงใจ ก็เป็นการบริหารจัดการเพื่อสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะซึ่งมันมีได้หลายรูปแบบ ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องใช้รูปแบบเดียว คงต้องมีการผสมผสาน ทั้งจูงใจ แล้วก็บังคับด้วย เพราะว่าการจูงใจมันได้ผลน้อย ไม่ว่าจะประเทศไหน ที่ผ่านมา การจูงใจมันจะได้ผลอยู่แค่ระดับหนึ่ง สุดท้ายยังไงก็คงต้องมีมาตรการบังคับ แต่ว่าเราอาจจะต้องค่อยๆบังคับ แต่เราต้องมีการรองรับนะ ไม่ใช่บังคับแล้วคนไม่มีทางไป การจะบังคับ ก็ต้องมีทางออกที่ดี ซึ่งอาจจะดีกว่าให้ด้วย แต่ในช่วงแรกอาจจะไม่ยอมใช้เพราะไม่คุ้นเคย พอบังคับแล้ว พอใจ สะดวก สบาย ก็จะมีการหันมาใช้ถาวร อันนี้ก็เป็นแนวทางที่ ก็ต้องถือว่าเป็นส่วนประกอบอันหนึ่ง ที่จะทำให้ระบบขนส่งสาธารณะมีความเป็นไปได้แล้วก็คนจะหันมาใช้เยอะขึ้น ถ้าเราให้ระบบขนส่งสาธารณะมาอย่างเดียวแล้วเราไม่มีมาตรการอื่นๆเกื้อหนุน ระบบมันก็จะประสบความสำเร็จได้ยาก

By WhisperToMe (Own work) [Public domain], via Wikimedia Commons

ในแผนแม่บทเราต้องมีการกำหนดแผนไว้คร่าวๆด้วยใช่ไหม

มีครับ จริงๆแล้วมาตรการการจัดการความต้องการการเดินทางไม่ได้เป็นสิ่งใหม่ แต่การจะนำไปใช้นั้นยุ่งยาก แล้วบางมาตรการมันกระทบสิทธิ์ บางทีเสียงร้องจะเยอะ อย่างที่บอกคือถ้าเราห้ามจอด แน่นอน ผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ยอมแน่ ก็เลยเอาไปใช้ได้ยาก ทีนี้สนข. หรือสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม ก็พยายาม มีการศึกษาเมื่อปีพ.ศ.2558 ในการที่จะทบทวนมาตรการทางด้านการจัดการความต้องการการเดินทางในประเทศไทย แล้วก็เขาพยายามจะดูว่ามาตรการไหน มันใช้ได้ ใช้ยุ่งยากขนาดไหน แล้วมันต้องมีปัจจัยอะไรเกื้อหนุนให้มันเอามาใช้ได้ เขาก็ศึกษามาแล้ว แล้วก็การศึกษาของเราเราก็จะต่อยอดวที่เขารวบรวมมา

แต่จริงๆต้องเรียนว่า TDM ปัจจุบันที่สนข.ศึกษาคือภาพรวมของประเทศ แต่ก็อาจจะดูเน้นไปที่กรุงเทพมหานครบ้าง เพราะว่าเป็นจุดที่ปัญหาการจราจรหนักที่สุด เขาก็จะดูว่า TDM ที่จะใช้ที่กรุงเทพฯ อันไหนยังเหมาะแล้วจะมีการแก้ไขได้บ้าง ก็เอามาปรับใช้ ดังนั้นโครงการเราก็คงต้องมีการเอาส่วนนั้นมาดูเพื่อมให้เหมาะกับลักษณะของเชียงใหม่ด้วย

การบังคับใช้กฎหมาย มีความเป็นไปได้หรือมีอุปสรรคย่างไรบ้าง

การบังคับใช้กฎหมาย พื้นฐานเลยมันต้องอยู่ที่วินัย ในระยะยาวเราต้องสร้างวินัย มันทำได้ เราคงต้องเสริมสร้างวินัย มันมาเร็วๆไม่ได้ การบังคับมันเป็นแค่ส่วนที่ตายตัว เพื่อให้เห็นผลได้เร็ว เพราะมันมีความจำเป็นที่จะต้องทำ แต่ว่าในระยะยาว  สุดท้ายสิ่งที่ดีที่สุดคือต้องสร้างวินัย ทีนี้การสร้างวินัยมันต้องใช้เวลา แต่มันเกิดขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น การเข้าแถว ผมจำได้ว่ายี่สิบปีหรือสามสิบปีก่อนการเข้าแถวกับวัฒนธรรมไทย มันยังไม่คุ้นเคยกันเท่าไหร่ เดี๋ยวนี้พอนักเรียนเข้าคิวซื้อข้าว ปลูกฝังกันมาจากที่โรงเรียน  หลังๆมันก็จะเข้ามาเป็นความเคยชิน  ผมว่าตอนนี้การเข้าคิวก็เป็นวัฒนธรรมที่เราสร้างขึ้นมาได้แล้ว อย่างนี้เป็นต้น ทีนี้ในระหว่างที่วินัยยังไม่ได้เกิดขึ้น มันก็คงต้องมีการบังคับด้วยกฏหมายก่อน ซึ่งในการบังคับเราก็ต้องเข้าใจและเห็นใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่เขาไม่ได้มีภารกิจเดียว แต่ยังมีภารกิจอื่นๆเยอะแยะ และเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เป็นคน ที่ยังมีข้อจำกัดหลายๆอย่าง มีความเจ็บป่วยได้เกิดอุบัติเหตุได้ ต้องพักผ่อน เป็นต้น  ในปัจจุบัน เราจึงพยายามใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ซึ่งก็จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายนั้นครอบคลุม ช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มากขึ้น เช่น ในกรุงเทพฯ ตอนนี้ เราก็จะเห็นกล้องฝ่าไฟแดง คือแทนที่เราจะเอาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปนั่ง ก็ใช้ระบบอัตโนมัติเลย ส่งใบแจ้งปรับถึงบ้าน ไปจ่ายได้เลย  ในต่างประเทศ เช่นในอังกฤษก็ใช้ระบบนี้อยู่แล้ว เวลาเราขึ้นทางด่วน เราก็สามารถจ่าย ที่ไหนก็ได้ ในเว็บก็ได้ ไม่จ่ายก็ปรับเป็นขั้นบันได ในอนาคตมันต้องมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย การห้ามจอดการอะไรต่างๆ เพราะเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีมันถูก กล้อง cctv มันถูกมาก ผมว่าในหลายๆประเทศเราไม่เห็นตำรวจเลยเพราะเขาดูเราจากกล้อง พอเรามีอะไรปุ๊บ ก็สามารถวิ่งมาชาร์ตเลย ของเรายังต้องเห็นตำรวจ ซึ่งในอนาตไม่จำเป็น ผมว่าในสิงคโปร์เอง ในลอนดอนเอง กล้อง cctv น่าจะมีเป็นหลักหมื่น