การออกแบบเพื่อทุกคน

Universal design

บทสัมภาษณ์ อาจารย์ พิมพ์สิริ โตวิจิตร

 Universal design อิงกับหลักการพื้นฐานอะไรบ้างของการออกแบบที่เราจะยึดมาใช้

เรื่องหลักๆ คือเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกรอบๆสถานี ที่จะทำให้คนอยากมาใช้งานขนส่งสาธารณะมากขึ้น เพราะแค่ลำพังตัวสถานีเองอาจจะไม่สามารถดึงดูดอะไรได้มากสำหรับคนที่ไม่ได้เดินทางเป็นหลัก   จึงต้องมีการจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกหลายๆอย่าง เช่น สวนสาธารณะ ป้ายรถเมล์หรือที่นั่งรอรถที่ทำให้สะดวกมากขึ้นและทางเดินที่ปลอดภัย ซึ่งหลักการหลักๆ ก็คือเรื่องของ Accessibility หรือการเข้าถึง เพราะการเข้าถึงที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้ทุกคน ทุกเพศทุกวัยที่ใช้ชีวิตต่างๆ กันในทุกรูปแบบ สามารถเข้าถึงได้ ซึ่งมันก็จะโยงไปที่ Universal Design ที่เป็นหลักการของการออกแบบ  ก่อนหน้านี้  เรื่องของUniversal Designนั้น เป็นแค่คอนเซ็ปต์หนึ่งที่เลือกเอามาใช้เพื่ออำนวยความสะดวก ไม่มีการบังคับใช้ แต่ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมได้เล็งเห็นความสำคัญ สิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคมจึงได้รับการออกแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นทางเท้า ทางเดินข้าม และทางอื่นๆ ทุกอย่างต้องอิงหลังเกณฑ์ Universal Design

แสดงว่าเป็นกฎหมายแล้ว ?

เป็นระเบียบกระทรวงฯ แต่ในส่วนของสถาปัตยกรรมนั้นเป็นกฎหมายแล้ว คือกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวกของผู้ทุพลภาพ คนชราและอื่นๆในเชิงสถาปัตยกรรม เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นจะต้องมีสิ่งนี้เป็นหลัก ในส่วนคอนเซ็ปต์อื่นๆ ก็จะมีไกด์ไลน์ให้ ให้มีการออกแบบอย่างยั่งยืน มีความเหมาะสมกับเทคโนโลยี Smart City และอื่นๆ ซึ่งจะเพิ่มเติมเข้ามาเป็นแนวความคิด และสิ่งที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือการออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทรอบข้าง

Universal Design โดยพื้นฐานสำหรับคนทั่วไปเป็นอย่างไรบ้าง มีอะไรบ้าง?

คนทั่วไปเข้าใจว่า Universal Design คือการออกแบบเพื่อคนพิการเป็นหลัก แต่จริงๆแล้ว Universal Design นั้นไม่ใช่การออกแบบเพื่อคนพิการ แต่เป็นการออกแบบสำหรับทุกคน ซึ่งคำว่า”สำหรับทุกคน”ในที่นี้คือ ออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนใช้ได้  เข้าถึงได้  ซึ่งคนพิการก็จะเป็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ใช้ได้ เข้าถึงได้เช่นกัน

สำหรับประเทศไทย อาจจะเห็นว่ามีการเน้นการทำเพื่อคนพิการเป็นหลัก ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับคนพิการและคนชรา แต่ในหลายๆประเทศ ในการออกแบบจะไม่มีการใช้คำว่าเพื่อกลุ่มคน Disability ที่แปลว่าคนพิการ แต่จะใช้คำว่า Accessibility ที่แปลว่าเข้าถึงได้สำหรับทุกคน

ในด้านองค์ประกอบ ควรจะต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ?

เพื่อให้ง่ายขึ้น อยากให้ลองนึกภาพว่าเรากำลังจะเดินจากจุดจุดหนึ่ง ไปยังอีกจุดหนึ่ง คำถามก็คือการเดินทางนั้นมีความสะดวกแค่ไหน? ถ้าในกรณีคนปกติ ก็จะสามารถเดินได้ทุกรูปแบบ บนพื้นแบบไหนก็ได้ บันไดอะไรได้ แต่ถ้าหากเป็นคนอีกแบบหนึ่ง เช่น คนที่มาพร้อมกับรถเข็น ไม่จำเป็นต้องเป็นคนพิการ แค่คนทั่วไปที่มาพร้อมกับรถเข็น เช่นแม่ที่มีเข็นลูก หรือนักท่องเที่ยวที่ลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่  ถ้าต้องลากหรือเข็นแล้ว ก็จะต้องคิดว่า ลักษณะพื้นที่แบบไหนที่จะทำให้มีการเดินจากจุดจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้อย่างสะดวก วิธีแก้ปัญหาก็อาจเป็นการลดจำนวนขั้นบันไดให้น้อยลงหรือเป็นทางลาดแทน ซึ่งในชีวิตประจำวันทุกวันนี้ ก็เป็นปกติที่จะมีผู้ใช้ที่มาในทุกรูปแบบอยู่แล้ว พอมาเป็นระดับของคนพิการ ก็อาจต้องมีการคำนวนเพิ่มเติมเช่น การคำนวนความชันของทางลาดให้ผู้พิการสามารถเข็นตัวเองขึ้นไปได้ด้วย ต้องมีการตั้งคำถามว่า ทางลาดนั้นลาดเพียงพอหรือไม่สำหรับผู้พิการ และมีการทำราวจับเพิ่มเติมให้คนชราใช้ช่วยในการทรงตัว ซึ่งในรายละเอียดแล้ว ก็มีความแตกต่างกันเล็กๆน้อยๆอยู่  เช่นห้องน้ำที่ออกแบบสำหรับคนที่ใช้ไม้เท้า ไม้ค้ำยัน อาจจะเป็นห้องน้ำปกติ หรือมีการเพิ่มราวจับข้างๆไว้ให้สองอันเพื่อความสะดวก แต่สำหรับคนพิการก็จะไม่ใช่แค่มีราวจับ แต่ต้องกว้างพอที่จะสามารถรถเข็นวีลแชร์เข้าไปแล้วกลับตัวได้ มีที่ว่างด้านข้างให้ถัดตัวขึ้นไปใช้ชักโครกได้ ซึ่งเป็นวิธีที่ขึ้นได้สะดวกที่สุดสำหรับผู้นั่งรถเข็น

ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า จะมีการเตรียมการรองรับไปถึงระดับไหน ครอบคลุมผู้ใช้กลุ่มใดบ้าง เช่นน้ำพุที่กดแล้วดื่มได้ ก็จะมีหลายระดับทั้งระดับสูง ระดับต่ำ ระดับสูงเพื่อให้ทั่วไปยืนแล้วก็กินได้   ส่วนระดับต่ำเพื่อเด็กและคนที่นั่งรถเข็น นอกจากนั้นปุ่มที่กดให้น้ำไหลก็จะต้องมีความแตกต่างกัน เช่นอันที่คุ้นชินกัน คือแบบที่กดปุ่มแล้วก็กินน้ำจากข้างบน แต่แบบนี้ก็จะไม่สะดวกสำหรับทุกคน เช่นคนที่ไม่มีแรงในการกด ก็จะไม่สามารถกดได้ บางที่จึงทำเป็นแบบผลักจากด้านข้างหรือแบบเหยียบแทน ซึ่งจริงๆ แล้ว นี่ก็คือหลัก คือการออกแบบที่เน้นถึงคนใช้งานเป็นหลัก ว่าอยากจะให้ใครใช้งานอย่างสะดวกแค่ไหน   ถือเป็นการอำนวยความสะดวกมากกว่า

By Morio (photo taken by Morio) [GFDL or CC-BY-SA-3.0], via Wikimedia Commons

มีตัวอย่างอื่นไหม เช่นในกรณีของเป็นคนตาบอด หรือว่าคนที่สายตามองไม่เห็น

ถ้าเป็นคนตาบอดก็จะมีเส้นนำทาง ที่มักเห็นตามทางเท้า เป็นแผ่นสีเหลี่ยมจตุรัสสีเหลือง มีสองรูปแบบ คือแบบเป็นเส้นๆ กับแบบที่เป็นจุดๆ เพราะคนตาบอดจะมาพร้อมกับไม้เท้าและจะใช้ไม้เท้าแตะๆ ดูเพื่อให้รู้ว่าเป็นรูปแบบไหน ถ้าแตะแล้วเป็นเส้นตรง ก็จะรู้ว่าเส้นตรงไปทางไหนแปลว่าเดินไปทางนั้นได้ ถ้าเจอจุดแปลว่าให้หยุดเพื่อที่จะสังเกตว่ารอบๆตัวมีอะไรให้ไปต่อ ซึ่งอาจเป็นการหยุดแล้วเลี้ยว หรือว่าหยุดเพราะก็อะไรบางอย่างอยู่ข้างหน้าที่ต้องระวัง เช่นถนนหรือกำแพง ก็จะได้ไม่เดินเหยียบ หลังจากนั้นก็ต้องใช้ไม้เท้าเขี่ยไป หาจุดที่จะมีอักษรเบลหรือสัญลักษณ์ต่างๆให้สัมผัส เพื่อที่จะเข้าใจว่าหยุดทำไม และควรทำอย่างไรต่อไป  อีกอย่างหนึ่งที่ช่วยสำหรับคนตาบอดก็คือเสียง ซึ่งบางที่ก็จะมีปุ่มกด ที่กดแล้วจะมีเสียงพูดออกมาเป็นโปรแกรมช่วยเหลือ อันนี้ส่วนใหญ่จะพบอยู่ในสถานีเป็นหลัก บางที่ก็จะมีปุ่มขอความช่วยเหลือว่าตอนนี้มีผู้พิการอยู่ตรงนี้แล้ว เพื่อให้มีเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือ  นี่คือตัวอย่างของการให้ข้อมูล