เชียงใหม่จะมีระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างไร?

How can Chiang Mai achieve its own public transit ?

บทสัมภาษณ์ รศ.ดร. บุญส่ง สัตโยภาส

เชียงใหม่จะมีระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างไร ขั้นตอนหลังจากที่มีแผนแม่บทแล้วคืออะไร?

ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าเชียงใหม่มีปํญหาด้านการจราจร เหมือนเมืองใหญ่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขอนแก่น โคราช ภูเก็ต และอื่นๆ  นี่ก็เป็นสิ่งที่หน่วยงานส่วนกลางที่ดูแลด้านการจราจรรับรู้ จึงได้มีมติคจร.ซึ่งเป็นหน่วยงานใหญ่ที่ดูแลเรื่องการจราจร ให้ สนข.จัดให้มีการศึกษาระบบขนส่งสาธารณะในเมืองใหญ่ต่างๆขึ้น เพราะเป็นที่ทราบดีว่าการแก้ปัญหาส่วนเมืองนั้น ต้องเน้นการขนคนโดยใช้รถโดยสารมากกว่าการสร้างถนนหรือขยายทางแยกต่างๆ การสร้างทาง สร้างสะพานรถต่างๆ นี่เราทราบและได้เห็นตัวอย่างมาแล้วว่ามันไม่ได้แก้ปัญหาระยะยาว แถมยังเป็นการส่งเสริมให้คนมาใช้รถเพราะมีความคล่องตัวอีก สิ่งที่ตามมาในระยะยาวก็คือรถติดเหมือนเดิม จึงเป็นที่มา ที่ คจร. มีมติให้ สนข.จัดให้มีการศึกษาในเมืองใหญ่ ซึ่งตอนนี้มีเชียงใหม่ ขอนแก่น โคราช ภูเก็ต หาดใหญ่ เริ่มศึกษาในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่เชียงใหม่ของเราอาจจะเริ่มช้ากว่าบางเมืองนะ มีบางเมืองที่มีการศึกษาที่นำไปแล้วอีกขั้น แต่สิ่งแรกที่ต้องทำทุกจังหวัด คือ ต้องมีการศึกษาแผนแม่บทก่อน เช่น ที่เราเห็นว่าขอนแก่นนำไปแล้ว นั่นคือเค้าเสร็จสิ้นการศึกษาแผนแม่บทแล้ว และส่งต่อไปยังขั้นตอนการศึกษารายละเอียด ซึ่งในการที่จะมีการลงทุนระบบขนส่งขนาดใหญ่ โดยทั่วไปก็ต้องมีการศึกษาแผนแม่บทให้เสร็จสิ้นก่อน เพื่อให้รู้ว่าเราจะมีการแก้ปัญหาได้ยังไง คุ้มทุนไหม ขอบเขตของโครงการจะแก้ปัญหาได้แค่ไหน และน่าจะบรรลุตามเป้าหมายหรือไม่ รวมทั้งการก่อสร้างในแต่ละขั้นตอน ระยะสั้น กลาง ยาวจะเป็นอย่างไร จะใช้ระบบอะไรบ้าง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่จะต้องมีการวางแผน

เมี่อผลการศึกษาบอกว่าวิธีการนี้สามารถแก้ปัญหาได้ ก็จะมีการนำไปสู่การออกแบบในรายละเอียด ส่วนมากก็จะเป็นตามแผนระยะสั้น ซึ่งจากการออกแบบรายละเอียดตามแผนระยะสั้นเราก็จะได้รูปแบบในการจัดทำขึ้นมา

พอหลังจากที่ได้แผนแม่บทฯ แล้ว หน่วยงานที่ดูแลเรื่องนโยบายและแผน คือ สนข. ก็จะต้องผลักดันให้มีการศึกษาออกแบบในรายละเอียด ขั้นตอนนี้ถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญ ที่ผ่านมาในเชียงใหม่มีการศึกษาระบบขนส่งสาธารณะใหญ่มาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่ได้ไปสู่การปฏิบัติเพราะขาดการผลักดัน  มีบางการศึกษาที่ได้แผนแม่บทมาแล้ว และผ่านไปถึงขั้นรายละเอียดแต่หลังจากนั้นก็ไม่มีการผลักดันต่อ

หลังจากเราได้แบบรายละเอียดแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ต้องหาหน่วยงานที่จะมาลงทุน ไม่ว่าจะเป็นส่วนกลางหรือหน่วยงานไหนก็แล้วแต่ คือ ที่จะมาผลักดันการก่อสร้าง ต้องมีการมาหางบประมาณต่างๆ ยกตัวอย่าง กรมทางหลวงที่สร้างถนน เวลาจะสร้างถนนทางกรมก็ต้องมีแผนแม่บท ต้องเอาแผนแม่บทมาดูว่า แผนระยะสั้นที่เหมาะสมเป็นอย่างไร ก็ลงในรายละเอียด ดูเส้นทางผ่านที่ไหนบ้างยังไง รูปแบบจริงๆ จะเป็นอย่างไร ค่าใช้จ่ายเท่าไร หลังจากนั้นก็เป็นการจัดหางบประมาณเพื่อก่อสร้าง

อันนี้ก็เป็นภาพรวมว่าเราจะนำแผนที่เราศึกษาไปทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร สั้นๆ ก็คือ มีขั้นตอนออกแบบศึกษาแผนแม่บท  การออกแบบรายละเอียด และกำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อการก่อสร้าง

แสดงว่าเมื่อก่อน เราเคยมีแผนแม่บทมาแล้ว?

ความจริงเราเคยศึกษามาแล้วสามครั้ง ครั้งแรกโดยการทางพิเศษ ประมาณ 20 ปีที่แล้ว น่าจะเป็นปี 2538

ตอนนั้นผู้รับผิดชอบคือการทางพิเศษ ก็ได้มีการนำเสนอรถไฟฟ้าใต้ดิน ต่อไปก็นำมาสู่การออกแบบในรายละเอียด แต่ว่าในช่วงนั้นได้เกิดการปรับเปลี่ยนหน้าที่ความรับผิดชอบของการทางพิเศษ เพราะว่ามีการจัดตั้งองค์การรถไฟฟ้ามหานครขึ้นมา ซึ่งทำหน้าที่ดูแลรถไฟฟ้า ก่อนหน้านี้การทางพิเศษมีอำนาจในการจัดการได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าหรือทางด่วน แต่เมื่อมีการปรับ องค์การรถไฟฟ้าก็รับหน้าที่เรื่องรถไฟฟ้าและขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ไป การทางพิเศษจึงไม่สามารถผลักดันต่อได้ องค์การรถไฟฟ้าก็ไปจัดระบบให้กรุงเทพฯ ก่อน และไม่ได้มีการสานต่อตรงนี้

ครั้งที่สองก็เป็นงานศึกษาโดย สนข. เช่นกัน ประมาณ 10 ปีที่แล้ว เป็นการทำแผนแม่บทและออกแบบรายละเอียดที่น่าจะนำไปสู่การก่อสร้างได้เพราะมีงบประมาณที่เยอะเกือบร้อยกว่าล้าน จำตัวเลขไม่ได้แน่ชัดนัก แต่หลังจากศึกษาเสร็จสิ้น ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล มีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย เกิดการหยุดชะงักการผลักดันสานต่อนโยบาย

ครั้งที่สามประมาณปีสองปีที่แล้ว องค์กรที่ทำ คือ พิงคนคร (สำนักงานพัฒนาพิงคนคร  องค์การมหาชน) จัดให้มีการศึกษาขึ้น แต่มีเป้าหมายที่กว้าง เพราะต้องการศึกษาระบบขนส่งสาธารณะที่รองรับการเดินทางสู่พื้นที่ขององค์กร คือ ศูนย์ประชุมนานาชาติฯและไนท์ซาฟารี มีการศึกษาทั้งในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูนและลำปาง แต่ไม่ได้มีเป้าหมายเน้นการแก้ปัญหาการจราจรของเมือง  สนข. ก็มีความเห็นว่าถ้าจะแก้ปัญหาการจราจรในเขตเมืองเชียงใหม่ จำเป็นต้องแก้ไขปัญหาการเดินทางของคน ซึ่งเดินทางเข้าสู่พื้นที่เมือง มาเรียน มาทำงาน มาทำธุรกิจติดต่อราชการมากกว่า ซึ่งต่างจาก scope หลักของพิงคนคร

ถ้าเราทำแผนครั้งนี้แล้ว การเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอีก จะมีผลกระทบต่อแผนแม่บทอีกไหม?

แผนแม่บทตัวนี้ เราเน้นให้เป็นแผนแม่บทที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเมือง ซึ่งใครจะเอาไปสานต่อก็ได้ และอีกประเด็นที่ผมคิดว่า การศึกษาครั้งนี้มันน่าจะเดินหน้าต่อไปได้ คือ มันมาเป็นกระแสใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะเมืองเชียงใหม่ที่ศึกษา เรามีการศึกษาเมืองใหญ่ถึงห้าเมือง ไม่ว่าจะเป็นขอนแก่น หาดใหญ่ โคราช และภูเก็ต ซึ่งขอนแก่นก็ได้ทำในขั้นตอนการทำแผนแม่บทไปแล้วและมีการผลักดันให้เดินหน้าไปสู่ขั้นตอนต่อไป คือ ขั้นตอนของรายละเอียดแล้วอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้หาดใหญ่ ภูเก็ตก็มีการศึกษาเช่นกัน ถ้าเมืองใดเมืองหนี่งไปถึงขั้นตอนการก่อสร้างได้ก่อน เมืองนั้นก็จะเป็นตัวแบบ ซึ่งตอนนี้การจราจรในเมืองใหญ่เป็นที่ยอมรับและทราบกันดีสำหรับทุกฝ่ายแล้วว่ามันติดขัดมาก ไม่ใช่เฉพาะช่วงเวลารีบเร่ง เช้าหรือเย็น ผมเองก็เจอที่ทางแยกใหญ่ๆ ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นแยกรินคำ แยกศาลเด็กที่ติดสิบห้านาที สามสี่รอบสัญญาณไฟ ซึ่งมันไม่ไหว

ถ้าเราจะแก้ปัญหาเหมือนเดิมซึ่งได้แก่ การขยายถนน ซึ่งจากตัวอย่างถนนซุปเปอร์เราก็เห็นว่า สิบยี่สิบปีที่ผ่านมาเรามีการก่อสร้างขยายถนนตลอดเวลา จากสองช่องทางการจราจรเป็นสี่ ก่อสร้างทางลอด  ทางคู่ขนาน ล่าสุดตอนนี้ก่อสร้างทางลอด แยกแม่โจ้และขยายถนน สะพานเป็น 10 เลน  ต่อไปก็อาจจะต้องมีที่เจ็ดยอด ทำอุโมงค์เข้ามานิมมาน ซึ่งเราเห็นการก่อสร้างมาตลอดเวลายี่สิบปี แต่ปัญหาก็ไม่ได้หายไป เพียงแต่บรรเทาได้ในช่วงสองสามปีแรก และในการก่อสร้างขยายถนนและสร้างทาง  คนเชียงใหม่ก็ต้องรับความเดือดร้อนลำบากไปตลอดระยะเวลาการก่อสร้างขยายถนนด้วย