โครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะ

Transit Network

บทสัมภาษณ์ อ.ดร. อรรถวิทย์ อุปโยคิน

นิยามคร่าวๆ เกี่ยวกับความหมายของคำว่า “โครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะ” คืออะไร?

เมื่อเรานึกถึงภาพของถนนหนทางต่างๆ ตัวถนนหนทางก็ถือเป็นโครงข่ายของการคมนาคมขนส่ง ที่มีรถหลายประเภทวิ่งอยู่ภายในโครงข่าย และพวกเราก็ใช้ประโยชน์จากโครงข่ายเหล่านั้นในการเดินทางไปที่ต่างๆ ที่เราต้องการ

แต่ที่เราพูดถึงตอนนี้เราเน้นคำว่า “โครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะ” ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายของการคมนาคมขนส่ง เพียงแต่แทนที่เราจะมองภาพรถหลายประเภทวิ่งอยู่ภายในโครงข่าย ก็ให้นึกถึงเฉพาะรถขนส่งสาธารณะ ซึ่งเป็นรถที่ให้บริการกับทุกๆ คน ไม่ใช่รถที่ใช้สำหรับคนใดคนหนึ่ง ตอนนี้เราพูดถึงรถที่คนทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้

คือ โครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะ จะไม่ได้มีเส้นทางรถวิ่งประจำเพียงเส้นทางเดียว แต่มีรถวิ่งประจำทางหลายเส้น จึงจะเรียกว่าเป็น “โครงข่าย” เพื่อที่จะอำนวยความสะดวกให้คนในหลายๆ พื้นที่ ไม่ว่าจะภายในเขตเมืองหรืออำเภอรอบนอก สามารถใช้บริการได้ แต่จะมีกี่เส้นทาง ไปยังทิศทางใดบ้าง ก็แล้วแต่ความต้องการของผู้เดินทาง ว่าส่วนมากแล้วจะเดินทางไปยังบริเวณพื้นที่ที่ไหนมาก เราก็จะวางแนวเส้นทางให้ได้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้เดินทางส่วนใหญ่ให้ได้มากที่สุด

แปลว่า ก่อนที่เราจะมีระบบขนส่งสาธารณะ เราก็ต้องมีการศึกษาเรื่องโครงข่าย เหมือนกับเป็นภาพแรกว่า เมืองต้องการอะไร ถูกต้องไหม?

ถูกต้อง … การศึกษาโครงข่ายถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ที่จะโยงไปสู่ความสำเร็จของการพัฒนาเมืองที่ทุกๆคนต้องการ ซึ่งแน่นอนเราต้องการเมืองที่น่าอยู่ จากการที่ผมร่วมออกสัมภาษณ์ประชาชนเชียงใหม่ในงานศึกษาครั้งนี้ พวกเราอยากที่จะอยู่ในเมืองที่รถไม่ติด มีสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ คือ ไม่มีมลภาวะทางอากาศจากควันรถที่ค่อนข้างมาก ดังนั้นระบบขนส่งสาธารณะก็จะเป็นสิ่งหนึ่งในการตอบโจทย์นี้ ซึ่งถ้าเรามีการวางโครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะอย่างเหมาะสมตั้งแต่ต้นแล้ว ก็จะส่งผลให้ระบบของเรามีคนใช้งานมาก ถ้าเกิดเราวางโครงข่ายไม่ดี คนก็ไม่อยากจะใช้เพราะเส้นทางบางเส้นทางมันอ้อม อะไรแบบนี้ และถ้ายิ่งคนใช้รถส่วนตัวหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะของเรามากขึ้นเท่าไหร่ รถก็จะติดน้อยลงเรื่อยๆ เมืองของเราก็จะน่าอยู่มากขึ้น

ดังนั้น โครงข่ายที่เราจะได้ มันคือสิ่งสะท้อนพฤติกรรมของคนในเมืองของเราถูกไหม?

เราพยายามวางโครงข่ายระบบขนส่งให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการเดินทางของคนในเมืองเท่าที่จะทำได้ ซึ่งแนวโครงข่ายของเราจะต้องตอบโจทย์ว่าคนเดินทางทุกวันนี้ เพื่อวัตถุประสงค์อะไรบ้าง จากไหนไปไหน ด้วยยานพาหนะแบบใด รถยนต์ มอเตอร์ไซด์ อะไรทำนองนี้ และแทนที่เขาจะขับรถไป ถ้าเราวางแนวโครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะให้อยู่ในแนวเดียวกันให้ตรงกับที่หลายๆ คนจะเดินทาง มันก็คือ การพยามดึงให้คนหลายๆ คนเข้ามาใช้เส้นทางของเรา

เรามีวิธีใดในการศึกษา?

หลักการในการวางโครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะไม่ว่าจะเป็นที่ไหนในโลกก็ตาม ก่อนที่จะออกแบบโครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะได้ จะต้องเข้าใจพฤติกรรมการเดินทางของคนในพื้นที่ศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเพื่อไปทำงาน หรือไปเรียน ซึ่งจัดได้ว่าเป็นการเดินทางหลักๆ ภายในเมืองที่มากกว่าการเดินทางเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ  สำหรับเมืองเชียงใหม่เอง เราใช้ข้อมูลจากการสำรวจ ที่เรียกว่า “การสำรวจข้อมูลจุดเริ่มต้นและจุดปลายทางของผู้เดินทาง” ในปี 2558 กว่า 6000 กว่าตัวอย่าง โดยทำการสัมภาษณ์ตามบ้าน เพื่อที่เราจะทราบว่าคนในครัวเรือน พ่อ แม่ ลูก มีการเดินทางแบบไหนในแต่ละวัน จากไหนไปไหนบ้าง โดยเราจะนำข้อมูลทั้งหมดมาเป็นแผนที่การเดินทางของคนเชียงใหม่ (Mapping)

ในส่วนของการ Mapping เพื่อให้เราทราบเส้นทาง รวมถึงระยะทางที่คนส่วนมากเดินทางภายในเมือง เข้าออกจากตัวเมือง และเดินทางผ่านเมืองว่ามีลักษณะเป็นอย่างไรบ้าง อย่างไรก็ตามในการพล็อตกราฟ จะได้เส้นเยอะมาก กระจายเต็มไปหมด เนื่องจากข้อมูลค่อนข้างเยอะ เพื่อให้เห็นภาพและเข้าใจได้ง่ายขึ้น เราจึงทำการรวมพื้นที่ย่อยต่างๆภายในเมือง แล้วหาจุดศูนย์กลางของพื้นที่ใหม่ เพื่อให้สามารถชี้ชัดได้ว่าการเดินทางส่วนใหญ่เป็นการเดินทางเข้ามาในเมืองจริงๆ ไม่ใช่การวิ่งผ่านเมือง จากนั้นจึงค่อยเอาข้อมูลของผู้เดินทางส่วนใหญ่ที่เข้ามาในเมือง มาทำการจัดลำดับว่าเขาเหล่านั้นเข้ามายังพื้นที่หลักๆ ในเมืองบริเวณไหนบ้าง แล้วเราค่อยมาดูว่า ตรงนี้ ตรงนั้นมีแหล่งที่ทำงาน หรือโรงเรียนอะไรที่มีผู้ทำงานหรือนักเรียนจำนวนมาก โดยในภาพรวมเราพบว่าการเดินทางหลักของคนเชียงใหม่จะอยู่ภายในรัศมีไม่เกิน 10 กิโลเมตรจากตัวเมือง

ข้อมูลเหล่านี้ที่เราเอาเข้ามาดูมีอะไรบ้าง?

  1. ข้อมูลจากการสำรวจจุดเริ่มต้นและจุดปลายทางของผู้เดินทาง
  2. ข้อมูลความหนาแน่นของประชากรภายในพื้นที่ศึกษา
  3. ข้อมูลสถิติการใช้ประโยชน์ที่ดิน
  4. ข้อมูลผังเมืองรวมเมืองเชียงใหม่

เราจะนำเอาข้อมูลเหล่านี้เข้ามาดูประกอบกัน เพื่อให้ทราบลักษณะการเดินทางของคนเชียงใหม่ รวมถึงทิศทางการเติบโตของเมือง สิ่งเหล่านี้ คือ ข้อมูลจริงๆ ที่จะทำให้เราทราบพฤติกรรมการเดินทางและการอยู่อาศัยของประชาชนเชียงใหม่ในเชิงลึก ให้ทราบว่า ประชาชนมีการอยู่อาศัยและมีความหนาแน่นมากน้อยบริเวณพื้นที่ไหนบ้าง เราก็จะเห็นแล้วว่ารอบนอกนั้น คนน้อยกว่าในเมืองค่อนข้างเยอะ สอดคล้องกับข้อมูลผังเมืองรวมเชียงใหม่ โดยพื้นที่ประชาชนหนาแน่นในเขตรอบนอกเมืองจะอยู่ในบริเวณที่ว่าการ อ.สันกำแพง แม่ริม แม่โจ้ ดอยสะเก็ด และหางดง ซึ่งโครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะของเราจะต้องออกแบบให้มีการเชื่อมต่อกับพื้นที่เหล่านี้ เพื่อรองรับการใช้งานจากชุมชนที่อยู่อำเภอรอบนอก

ลักษณะของเมืองเชียงใหม่ที่แตกต่างจากเมืองอื่นๆ คืออะไร?

ขอยกประเด็นเมืองกรุง (กรุงเทพมหานคร) กับเมืองเชียงใหม่ก็แล้วกัน ในประเด็นของคุณลักษณะโครงข่ายถนน  จะเห็นได้ชัดว่าเมืองกรุงนั้นมีถนน พื้นที่ทางเดินเท้าที่ค่อนข้างกว้างกว่าบ้านเราค่อนข้างมาก เมืองเชียงใหม่เราไม่ได้มีการเผื่อพื้นที่เขตทางสำหรับการขยายขนาดช่องจราจร แล้วเราก็พยามขยายถนนให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ถ้าลองไปสังเกตบริเวณคูเมือง จะเห็นว่าเราขยายถนนจนแม้กระทั่งบางจุดจะเห็นเสาไฟฟ้าล้ำออกมาที่ถนน อันนั้นไม่ใช่ว่าเค้าสร้างเสาไฟฟ้าเข้าไปในถนนนะครับ แต่เราขยายถนนภายหลัง เสาไฟฟ้าที่เคยอยู่บนทางเท้าเลยกลายเป็นขยับเข้าไปในถนนแทน เนื่องจากพื้นที่เขตทางเราจำกัด ซึ่งบางพื้นที่เราก็ไปเบียดเบียนพื้นที่คนเดิน (ทางเดินเท้า) ในส่วนนี้เองเราจะเห็นได้ว่าเมื่อไม่สามารถขยายถนนแล้ว เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีระบบขนส่งสาธารณะใหม่ที่ดี เพื่อให้คนใช้รถยนต์ส่วนตัว หรือแม้กระทั่งรถจักรยานยนต์หันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อลดการติดขัดของปัญหาการจราจรของบ้านเรา

ซึ่งถ้าเราโยงไปถึงเรื่องการนำระบบขนส่งสาธารณะรูปแบบใหม่ มันจะไม่ใช่รถสองแถวหรือรถประจำทางของเทศบาลปัจจุบัน เอามาใช้งานบนพื้นที่ถนนที่มีอยู่เดิมโดยให้มีทางวิ่งเฉพาะ คำว่า “ทางวิ่งเฉพาะ” หมายความว่ารถส่วนตัว (รถยนต์ รถจักรยานยนต์) จะมาใช้ช่องจราจรของรถขนส่งสาธารณะวิ่งไม่ได้ ก็จะพบว่าถนนบ้านเราส่วนมากภายในเมืองก็มีเพียงถนน 2 หรืออย่างมากก็ 4 ช่องจราจรเท่านั้น การที่จะทำทางวิ่งเฉพาะโดยใช้ผิวจราจรที่มีอยู่เดิมควรจะทำบริเวณถนนที่มีช่องจราจรอย่างน้อย 4 ช่องจราจร ซึ่งก็จะทำได้เพียงบางเส้นทาง

กรณีถ้าเราอนุญาตให้รถส่วนตัววิ่งในช่องทางวิ่งของระบบขนส่งสาธารณะรูปแบบใหม่ของเรา สุดท้ายแล้วเราจะไม่ได้รับความรวดเร็วในการเดินทางด้วยรถขนส่งสาธารณะอย่างที่เราต้องการ ซึ่งจะไม่ดึงดูดให้ผู้ใช้รถส่วนตัวหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะของเรา ระบบขนส่งสาธารณะของเราก็จะวิ่งด้วยความเร็วที่ต่ำกว่ารถส่วนตัวในเส้นทางที่เราอนุญาตให้รถส่วนตัววิ่ง ความเร็วสูงสุดของระบบขนส่งสาธารณะของเราอาจจะทำได้ไม่เกิน 15 กิโลเมตรในช่วงเวลาเร่งด่วนในเขตเมือง เนื่องจากจะต้องจอดรับ-ส่งผู้โดยสาร ผมคิดว่าระบบขนส่งสาธารณะใหม่ของเรานั้น จะต้องมีช่องทางวิ่งเฉพาะที่สามารถควบคุมเวลาเดินทางได้ให้ผู้เดินทางได้รับความสะดวก ปลอดภัย รวดเร็ว และตรงเวลา

จากที่เก็บข้อมูลมาพอจะเล่าได้ไหมว่าตรงไหนเป็นสายหลักของเชียงใหม่ที่ควรจะเชื่อมกัน?

จากข้อมูลสำรวจ พบว่าถนนสายหลักของเชียงใหม่นั้นมีไม่กี่เส้นทาง การเดินทางก็จะมีแนวทิศเหนือ-ใต้ และตะวันออก-ตก โดยมีคูเมืองเป็นจุดเชื่อมต่อกรณีรถวิ่งผ่านเข้ามายังตัวเมือง สำหรับกรณีที่รถวิ่งผ่านเมืองเราสามารถใช้ถนนวงแหวน ซึ่งเมืองเชียงใหม่เราก็จะมีถนนวงแหวนอยู่สามวงตอนนี้ซึ่งสามารถเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางได้ สำหรับถนนสายหลักในการเดินทางในแนวทิศเหนือ-ใต้จะเป็นสายเชียงใหม่-แม่ริม สายเชียงใหม่-พร้าว สายเชียงใหม่-หางดง และเชียงใหม่-สารภี ส่วนการเดินทางในแนวทิศตะวันออก-ตกจะเป็นถนนสุเทพ ถนนห้วยแก้ว ถนนแก้วนวรัฐ และถนนเจริญเมือง

สำหรับโครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะหลักควรจะเชื่อมบริเวณที่เป็นแหล่งดึงดูดกิจกรรมเพื่อไปทำงานหลักภายในเมืองจะอยู่บริเวณศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ที่ว่าการอำเภอเมือง สถานีขนส่งช้างเผือก กาดหลวง ผ่านถนนวัวลาย และเชื่อมการเดินทางเพื่อไปสถานศึกษาบริเวณมหาวิทยาลัยและโรงเรียนขนาดใหญ่ต่างๆ ภายในเมืองเชียงใหม่

ภาพสำหรับประกอบบทความ

เห็นว่ามีการพูดถึงระบบ Trunk and feeder คืออะไร?

Trunk คือโครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะหลักของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือนกระดูกสันหลัง หรือ Back Bone ของระบบขนส่งสาธารณะเมืองเชียงใหม่ในอนาคต ซึ่งโครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะหลักนี้จะรองรับปริมาณการเดินทางสูงภายในเขตเมือง (รัศมี 10 กิโลเมตร) โดยเชื่อมต่อแหล่งดึงดูดกิจกรรมหลักต่างๆ ภายในเมืองที่พูดถึงในประเด็นอันก่อน

อยากให้พวกเรามองภาพไกลๆ ว่า อยากให้เมืองเชียงใหม่มีโครงข่ายของ Trunk เป็นระบบขนส่งสาธารณะรูปแบบไหน จะเป็นรถไฟแบบลอยฟ้า ใต้ดิน บนดิน หรือรถประจำทางวิ่งทั่วๆไป เพราะถ้าเราสร้างไปแล้วมันจะอยู่ติดกับเมืองเชียงใหม่ไม่ใช่แค่ 5-10 ปี เท่านั้น แต่มันจะอยู่กับเมืองของเราตลอดไปถึงรุ่นลูก รุ่นหลานว่า เราอยากจะให้เค้าได้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะแบบไหน ได้ความสะดวกในการเดินทางอย่างไร

แนวคิดของโครงข่าย Trunk และรูปแบบระบบขนส่งสาธารณะในอนาคตของเชียงใหม่จริงๆ ผมอยากให้มันสร้างความสะดวกสบายในการเดินทาง อาจมีการเดินบ้างแต่ไม่มาก ช่วยให้เราไม่ต้องมากังวลกับการขับรถ การเผชิญรถติด เราแค่นั่งไปอ่านหนังสือ เล่นมือถือสบายๆ ไปเรื่อยๆ ก้าวขาไปนั่งเย็นๆ พอถึงจุดหมายก็ลงเดินไปที่จุดหมาย ถ้ามันเป็นได้อย่างนี้ คนคงใช้กันมาก

อีกส่วนหนึ่งคือ Feeder

Feeder คือโครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะสายรองและเสริมของเมืองเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะรองรับการเดินทางเพิ่มเติมจากอำเภอรอบนอกที่มีประชากรอาศัยปานกลาง รวมถึงชุมชนภายในเขตเมืองเชียงใหม่ที่เส้นทางสายหลักไม่สามารถเข้าถึง เราก็ควรมี Feeder ซึ่งจะเป็นระบบเสริมที่จะรับคนจากพื้นที่ทั้งใกล้และไกล ให้เข้ามาเจอกับระบบสายหลักที่เป็น Back Bone ของเราเพื่อจะไปต่อได้สะดวกและรวดเร็ว

ระบบสายเสริมก็ไม่ควรไกลมาก เพราะกว่าที่จะมาถึงจุดที่ต้องการอาจเสียเวลา อยากให้เป็นระบบที่มาเสริมสายหลัก เป็นช่วงสั้นๆ ที่ช่วยให้เราเดินทางได้เร็วและเชื่อมต่อได้ง่าย

Trunk and Feeder system

ความเป็นไปได้ของเชียงใหม่ น่าจะออกมาเป็นรูปแบบใด?

ตอนนี้ (สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 59) เราอยู่ในขั้นตอนของการวิจัยศึกษาเรายังไม่ได้เลือกอะไร สิ่งที่เราทำ คือ การจัดการสัมมนากลุ่มย่อย รับความคิดเห็นมาเรื่อย ๆ และจะเอาความคิดเห็นในทุกการสัมมนาและการแสดงความเห็นมาหาบทสรุปเพื่อที่จะเอามาวิเคราะห์ว่าพวกเรามีความเห็นแบบไหน และเอามากลั่นกรองเพื่อเลือกระบบและโครงข่ายที่เหมาะสมที่สุด

Share on FacebookShare on Google+Tweet about this on TwitterPin on Pinterest
Share